Animal Know เรื่องน่ารู้ 10 ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับแมวสฟริงซ์

10 ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับแมวสฟริงซ์


10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแมวสฟริงซ์
sphynx cat

ถ้าพูดถึงแมว หลายๆคนคงจะนึกถึง เจ้าสัตว์เลี้ยงน่ารักตัวขน ตาโต นิสัยหยิ่ง ประหนึ่งเป็นเจ้านายเรา แต่ยังมีแมวอีกสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์ ที่แตกต่างจากแมวทั่วไปอย่างสิ้นเชิงคือ มันไม่มีขนนั้นเอง วันนี้เราจึงอยากให้เพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกับเจ้าแมว สายพันธุ์นี้มากขึ้น กับ 10 ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับแมวสฟริงซ์ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

1.แมวสฟริงซ์ มีทั้งหมด 3 ชนิด

คนทั่วไปหากเห็นแมวไร้ขน ก็จะเรียกแมวตัวนั้นว่าแมวสฟริงซ์ทั้งหมด แต่ความเป็นจริงแล้ว สฟริงซ์ถูกแยกออกเป็น 3 ชนิด ซึ่ง 3 ชนิดที่ว่าปัจจุบันได้กระจายเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว ทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานั้น มีความแตกต่างกันไม่มาก ที่เหมือนกันคือ ไม่มีขน

canadian sphynx cat
  • แคนนาเดียน สฟิงซ์ ลำตัวยาว หางยาว เรียวปลายหาง หัวคล้ายลิ่ม หูเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายหูกลม
donskoy cat
  • ดอนสกอย มีขนาดกลาง มีกล้ามเนื้อแข็งแรง หูใหญ่ มีตาแบบเม็ดอัลมอนด์ มีนิ้วเท้ายาวมากและติดกันเป็นพืด
peterbald cat
  • ปีเตอร์บัลด์ หัวแคบและยาว ลำตัวตรง หน้าแหลม หูใหญ่และกาง โหนกแก้มแบน ขายาว ลำตัวดูสง่า ตาเป็นเม็ดอัลมอนด์ หางยาว

2. แมวสฟิงซ์ตัวแรกของโลกที่ถูกนำมาเลี้ยง อยู่ในประเทศแคนาดา ปี 1966

ข้อมูลต้นกำเนิดของเจ้าแมวสฟริงซ์นี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกัน โดยมีความเป็นไปได้ของแหล่งกำเนิด คือ มาจากอียิปต์หรือฮาวาย แต่มีบางรายงานกล่าวว่า พบแมวสฟิงซ์ครั้งแรกประเทศแม็กซิโก ปี ค.ศ. 1900 บางรายงานก็ระบุว่าเป็นปี ค.ศ. 1830 หรือบ้างก็ว่า พบที่สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1950

พบว่าแมวสฟิงซ์ตัวแรกของโลกที่ถูกนำมาเลี้ยงอยู่ในประเทศแคนาดา ปี 1966 ลูกหลานของแมวไร้ขนนี้ เกิดราวๆ ค.ศ. 1960 – 1970 โดยกลุ่มคนรักแมวในประเทศแคนาดานำไปพัฒนาสายพันธุ์ สฟิงซ์ได้รับการรับรองสายพันธุ์จาก CFA แห่งสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว  แต่บางบันทึกก็กล่าวว่า แมวสฟิงซ์ เกิดจากการผ่าเหล่าของ แมวพันธุ์วิเชียรมาศ ด้วยเหตุนี้มันจึงมีความคล้ายคลึงกับแมวไทยมาก

3. สฟริงซ์ เป็นแมวสายพันธุ์เดียวที่มีต่อมเหงื่อ

ด้วยความที่มีพวกมันมีต่อมเหงื่อที่มีของเหลวหลั่งออกมาตามผิวหนัง ทำให้สีผิวของมันเปลี่ยน และควรอาบน้ำให้มันบ่อยกว่าแมวทั่วไป

sphynx cat

4.เชื่อกันว่า แมวสฟิงซ์เป็นแมวชั้นสูง ของชาวอียิปต์ยุคโบราณ

เห็นได้จาก ภาพเขียน ภาพสลัก รูปปั้น ในศิลปะอียิปต์ยุคโบราณ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ยอดนิยมของชนชั้นสูงในสมัยนั้น ชาวอียิปต์นับถือสัตว์ในตระกูลแมว (Felines) เป็นเทพเจ้าตั้งแต่เมื่อ 5,000 กว่าปีมาแล้ว โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างาม สงบนิ่ง และความสมดุลย์ และจะสวดบูชาเพื่อให้มันจัดการกับพยาธิ และขับไล่หรือจัดการกับงูพิษและแมงป่อง เทพีที่มีหัวเป็นแมว องค์นี้มีชื่อว่า ‘บาสเต็ท’ (Bastet) ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะบูชากันในฐานะของเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นแม่ และผู้ปกป้องคุ้มภัย

ชาวอียิปต์โบราณมีกฏหมายระบุไว้ว่า ถ้ามนุษย์คนไหนพลาดไปทำให้ ‘แมว’ เสียชีวิต โทษที่จะได้รับคือการประหารชีวิตสถานเดียว นี่เป็นกฏหมายที่ถูกบันทึกไว้เมื่อ 2,400 กว่าปีที่แล้ว (ซึ่งพวกนักอียิปต์วิทยาเชื่อกันว่ามันน่าจะเป็นกฏหมายที่มีมาก่อนหน้านั้นอีกด้วยซ้ำ) แถมกฎหมายของอียิปต์โบราณมาตรานี้ ยังมีบันทึกโบราณเป็นกรณีศึกษาอยู่อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง เล่าว่าอียิปต์อาจจะล่มสลายเพราะแมว ที่พวกเค้าเคารพรัก สงครามที่รู้จักกันในชื่อของ ‘ศึกเปลุสิอุม’ (Battle of Pelusium) ก็คงจะเป็นสงครามธรรมดาๆ ที่เกิดในเมืองเปลุสิอุมเท่านั้น ถ้าหาก โปลีเอนุส (Polyaenus) นักประวัติศาสตร์และพิชัยสงครามชาวกรีก ไม่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ใน ตำราพิชัยสงครามของเขาที่เรียกกันว่า ‘ตำราพิชัยสงครามของโปลีเอนุส’ (Polyaenus Stratagems) ว่าการศึกครั้งที่ว่า ชาวอียิปต์ต้องพ่ายแพ้ก็เพราะแมว แต่ก็ยังมีกลุ่มคนในอียิปต์ยังคงบูชาแมวกันอยู่

ถ้าจะมีชาติใดที่จงรักภักดีและศรัทธาในตัวแมวที่สุดในโลก? ชนชนชาติก็ย่อมเป็นชนชาวอียิปต์ ‘ทาสแมว’ ยุคบุกเบิก ที่มีอายุเก่าแก่กว่าพวกเราในปัจจุบันนับเป็นหลายพันปีนั่นเอง

sphynx cat

5.ดูแลง่าย

ด้วยที่พวกมันไม่มีขน จึงไม่ต้องค่อยต้องหงุดหงิดกับขนที่ร่วงไปทั่วทุกที่ เหมือนกับแมวทั่วไป การอาบน้ำ ตัดเล็บ 1 ครั้งต่ออาทิตย์เป็นพอ และพาออกเดินเล่น ตากแดด และที่สำคัญอย่าลืมทาครีมกัดแดดให้มันด้วย เพื่อป้องกันผิวหนังจากแสงแดดนั้นเอง

ส่วนเรื่องการกิน เจ้าสฟริงซ์จะกินเยอะกว่าแมวทั่วไป วันละประมาณ 2 ครั้ง หรือ 2 ครั้งครึ่ง เพื่อเพิ่มความร้อนให้ร่างกาย ควรให้เป็นเนื้อที่มีคุณภาพดี ถ้าเป็นมือใหม่ ไม่เคยเลี้ยง แนะนำให้ปรึกษาคนขายอาหารก่อน จะได้เลือกเมนูที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีของเจ้าสฟริงซ์นั่นเอง

อย่างสุดท้าย คือการเสริมสร้าง สุขภาพจิตที่ดีให้กับพวกมัน โดยการหาของเล่นมาให้เล่น เพื่อให้ผ่อนคลาย เช่น หอคอยแมว เสาไม้ สำหรับขูดเล็บ และควรทำพื้นที่ให้พวกมันได้วิ่งเล่น และที่สำคัญอีกอย่างคือ จานข้าว กับกระบะทราย แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการดูแลพวกมันได้อย่างดีแล้ว

6.คนเป็นโรคภูมิแพ้ สามารถเลี้ยงได้

ถือว่าเป็นข้อดีอีกอย่างของการไม่มีขน อันเป็นตัวกลางในการนำพาน้ำลายซึ่งเป็นพาหะก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในมนุษย์นั่นเอง แถมนิสัยก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากแมวทั่วไป และยังเป็นมิตรกว่าแมวทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ ทำให้คนที่แพ้ขนแมว แต่ใจรักเลือกที่จะเลี้ยงเจ้าแมงสฟริงซ์ได้อย่างสบายใจ

7.แมวสฟิงซ์ ที่แพงที่สุดในโลกราคาตัวละ 104,000 บาท

เห็นราคาแล้วแอบยกมือทาบอกเบา ก็ด้วยลักษณะพิเศษของมัน บวกกับ นิสัยขี้อ้อน ช่างประจบของมัน ทำให้ใครที่อยากจะเลี้ยงเจ้าแมวสฟริงซ์ ตัวท๊อปๆของสายพันธุ์นี้อาจจะต้องเงินหนาหน่อย

sphynx cat

8. สฟริงซ์ เป็นแมวติดเจ้าของ

เราอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่านิสัยของแมวนั้น โดยทั่วไปจะค่อนข้างหยิ่ง จนเกิดคำว่าทาสแมว ที่ใช้เรียกเจ้าของแมวเหล่านั้น แทนที่พวกมันจะเข้าหาเจ้าของ แต่ในทางกลับกัน เจ้าของต่างหาก ที่ต้องเข้าหาพวกมัน แต่ไม่ใช้สำหรับแมวสฟริงซ์ เพราะพวกมันชอบที่จะเข้าหาเจ้าของ และชอบให้อุ้มเอามากๆ

9. ต้องการ การแปรงขนบ่อยเป็นประจำ

แม้ร่างกายเกือบจะไม่มีขนทั้งตัว แต่แมวสายพันธุ์สฟิงซ์ยังคงต้องการแปรงขนในบางครั้ง เพื่อความผ่อนคลาย และยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลืดใต้ผิวหนังของพวกมันอีกด้วย

sphynx cat

10. ค่าตัวเริ่มต้นที่ 20,000 บาทขึ้นไป

เห็นแบบนี้ หลายๆคนที่อยากเลี้ยงแมวสฟริงซ์ ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะราคาเริ่มต้นสำหรับการจะรับเจ้าแมวสฟริงซ์มาเลี้ยงอยู่ที่ 20,000 บาทเท่านั้น

นี่เป็นเพียงข้อมูลบางส่วนที่รวบรวมมาให้ได้อ่านกันกับหัวข้อ 10 ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับแมวสฟริงซ์ ใครที่สนใจอยากเลี้ยงต้องมั่นใจว่าจะดูแลพวกมันได้อย่างดี ไม่ทิ้งขว้างพวกมันในอนาคต

อ่านบทความเพิ่มเติม : ความฝันคือนักแต่งเพลง
อ่านบทความเพิ่มเติม : เรื่องของแมว มีไรป่ะทาส เหมียวสะดวกแบบนี้

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *